Tag Archives: Ryūsuke Hamaguchi

Wheel of Fortune and Fantasy (2021) – เพราะเราต่างมีรูโหว่ ที่ไม่อาจเติมเต็ม

หากการรับชม Drive My Car เปรียบได้กับการนั่งอยู่บนรถที่พุ่งทะยานไปข้างหน้าโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย การรับชม Wheel of Fortune and Fantasy ผลงานรวมสามหนังสั้นของริวสุเกะ ฮามากุจิ ที่กำลังเข้าฉายใน Japanese Film Festival คงเปรียบได้กับการพิงเบาะเอนหลังบนรถที่เคลื่อนตัวอย่างไม่เร่งเร้าอยู่ในระแวกชุมชนที่เราคุ้นเคย ขณะที่หนังมุ่งพาเราคนดูออกไปสำรวจเหตุการณ์ใกล้ตัวที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเชื่อวัน ผ่านสามเรื่องราวที่เชื่อมถึงกันอย่างหลวม ๆ ของกลุ่มคนผู้ถูกโชคชะตาเล่นตลก ก่อนจะเปิดเปลือยให้เห็นว่าความบังเอิญทั้งหลายแหล่ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อมนุษย์ผู้ซึ่งเว้าแหว่งและเปรอะเปื้อนไปด้วยอดีตอันหมองหม่นเพียงใด ว่าไปแล้ว นอกจากพล็อตเรื่องราวที่โคจรอยู่รอบ ๆ ชีวิตสามัญของผู้หญิงสี่ห้าคน ด้วยจังหวะจะโคนของหนังที่ทั้งอ่อนละมุนและอ่อนไหวมาก ๆ ก็ทำให้ Wheel of Fortune and Fantasy ดูจะเป็นการหวนกลับไปยังสไตล์ดั้งเดิมที่ทำให้ชื่อของคนทำหนังชาวญี่ปุ่นแทรกซึมเข้ามาอยู่ในแวดวงสนทนาของนักดูหนัง อย่างเมื่อครั้งที่ Happy Hour (2015) ออกฉายในวงกว้าง

เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้าง ตลอดจนวิธีการที่ฮามากุจิหยิบใช้สถานการณ์ฉุกเฉินเข้ามาเรียกร้องให้ตัวละครของเขาต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องราวที่เรามักเห็นกันในงานของครูหนังแห่ง French New Wave อย่างอีริก โรห์แมร์ (Eric Rohmer) โดยเฉพาะ Rendezvous in Paris (1995) ที่ฉายภาพเรื่องราวความรักความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในกรุงปารีสผ่านสามเรื่องสั้น ซึ่งเรื่องราวในหนังของฮามากุจิก็เริ่มต้นจากความบังเอิญเล็ก ๆ น้อย ๆ ลักษณะไม่ต่างกัน ก่อนที่เรื่องเหนือจินตนาการในตอนเริ่มต้นจะค่อย ๆ ขยายใหญ่เป็นเรื่องราวที่ซับซ้อนและคาบเกี่ยวกับเหตุการณ์อดีตอย่างพัลวัน สิ่งที่แยบยลมาก ๆ คือวิธีการที่คนทำหนังใช้บทสนทนายาวยืดในการขับเคลื่อนเรื่องราว หลายครั้ง ‘คำพูด’ ถูกใช้เป็นโล่ห์ป้องกันตัวเอง บางครั้งมันถูกใช้เป็นมีดทิ่มแทงผู้อื่น บางครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือเปิดเปลือยความรู้สึกที่อัดอั้น ทั้งหมดทั้งมวลอาจนำไปสู่การถกเถียงไม่รู้จบ การค้นพบตนเอง หรือกระทั่งหนทางสู่การเยียวยารักษาบาดแผลในอดีต

เช่นในกรณีของเมโกะ (โคโตเนะ ฟุรุคาวะ) หญิงสาวที่ค้นพบเรื่องบังเอิญระหว่างแชร์แท็กซี่กับสึกุมิ (ฮยอนรี) ว่าเธอและเพื่อนสาวอาจกำลังเกี่ยวพันอยู่กับผู้ชายคนเดียวกัน ช่วงเวลาดังกล่าวว่าไปแล้วก็ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์ใน Drive My Car และตอกย้ำความหลงใหลที่คนทำหนังมีต่อการสนทนายืดยาวบนรถที่กำลังไหลเอื่อยบนท้องถนน มันเป็นทั้งสถานการณ์หยุดนิ่งที่คนสองคนไม่อาจดิ้นหนีไปไหนได้ สถานการณ์ซึ่งในกรณีเลวร้ายที่สุด อาจบีบบังคับให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องปั้นหน้ายิ้มแย้มถึงแม้ว่าเรื่องราวที่ได้รับฟังจะทิ่มแทงอย่างสาหัสเพียงใดก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวบีบบังคับให้เมโกะตัดสินใจหวนกลับไปเผชิญหน้ากับคาสุ (อายุมุ นาคาจิมะ) ชายผู้เป็นทั้งรักครั้งเก่าและบาดแผลที่ยังคงสดใหม่ จนนำมาซึ่งฉากปะทะแลกเปลี่ยนบทสนทนาอันดุเดือดที่สไตล์กำกับแบบละครเวทีของฮามากุจิทำงานได้อย่างถนัดช่ำชอง และตอกย้ำถึงอิทธิพลที่เขารับมาจากจอห์น แคสซาเวตีส (John Cassavetes) อย่างมากทีเดียว

อีกสถานการณ์หนึ่งซึ่งคนทำหนังสับเปลี่ยนมาเล่าผ่านความแออัดคับแคบของห้อง ว่าด้วยเหตุการณ์ที่ นาโอะ (โมริ คัตสุกิ) วางแผนล่อลวงเซงาวะ (ชิบุคาวะ คิโยฮิโกะ) อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ครั้งหนึ่งเคยกลั่นแกล้งซาซากิ (ไค โชอุมะ) เด็กหนุ่มที่เธอกำลังมีสัมพันธ์ลับ แผนการล่อลวงดังกล่าวเกิดขึ้นในห้องทำงานสี่เหลี่ยมซึ่งเข้าออกได้ทางเดียว โจทย์ใหญ่คือการที่นาโอะต้องหาทางปิดประตูซึ่งคู่กรณีของเธอมักเปิดกว้างไว้เสมอ จนกระทั่งเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นเมื่อแผนการที่ถูกวางไว้พลิกผันกลายเป็นการนั่งเปิดอกรื้อฟื้นความอึดอัดคับข้องของทั้งนาโอะและเซงาวะ นัยยะของการเปิดและปิดประตูดังกล่าว ถูกเล่าล้อเรียงไปกับความสับสนอลหม่านในห้วงความคิดของนาโอะที่จำต้องปิดบังเรื่องลับ ๆ ล่อ ๆ ระหว่างเธอและชู้รักจากครอบครัว ตลอดจนเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเธอและเซงาวะในห้องทำงานของเขาก็ด้วยอีกเช่นกัน แต่ไม่ว่าอย่างไร จนถึงทึ่สุดสิ่งที่คนทำหนังดูจะอยากย้ำเตือนกับเราคนดูเหลือเกินก็คือความอ่อนเปลี้ยเพลียแรงของมนุษย์เราในยามที่ต้องต่อกรกับชะตาฟ้าลิขิต

เรื่องสุดท้าย ซึ่งเรียบง่ายและอ่อนไหวอย่างยิ่งยวด ว่าด้วยการพบปะกันโดยไม่คาดคิดของเพื่อนหญิงสองคน โมกะ (ฟุสะโกะ อุระเบะ) และนานะ (อาโอบะ คาวาอิ) ซึ่งเริ่มต้นจากช่วงเวลาเพียงเสี้ยววิที่หญิงวัยกลางคนทั้งสองสวนทางกันบนบันไดเลื่อนที่กำลังเคลื่อนขึ้นและลง ก่อนที่ความเป็นไปได้อีกร้อยแปดค่อย ๆ ถูกแผ่ขยายซึ่งหน้าอย่างช้า ๆ สัมผัสที่แผ่วเบาของคนทำหนังทำให้เหตุบังเอิญที่ดูเหลือเชื่อมาก ๆ กลายเป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุก ๆ วัน และส่วนที่เรียกได้ว่าแพรวพราวอย่างยิ่งยวด คือการที่ฮามากุจิสามารถบิดพลิ้วเอาพล็อตแสนเรียบง่ายที่ควรจะว่าด้วยการหวนกลับมาพบปะกันของเพื่อนเก่า ไปสู่การสำรวจธีมเรื่องราวที่เรามักพบเห็นเสมอในงานของเขา นั่นคือความสลับซับซ้อนของยุติความขัดแย้งกับอดีตที่ตามหลอกหลอน ผ่านการแสร้งกลายเป็นอื่น “เธอเองก็คงจะมีช่องโหว่ที่ไม่อาจเติมเต็ม” โมกะกล่าวกับนานะในช่วงหนึ่ง บางที อาจจะไม่ใช่เพียงโมกะและนานะ แต่รวมถึงเมโกะกับแฟนเก่า และนาโอะกับอาจารย์เซงาวะ เรามนุษย์ผู้เว้าแหว่งต่างเชื่อมถึงกันผ่านบาดแผลในอดีต


Grade: A-

Directed by Ryusuke Hamaguchi
Written by Ryusuke Hamaguchi
Produced by Satoshi Takata
Starring Kotone Furukawa, Ayumu Nakajima, Hyunri, Kiyohiko Shibukawa, Katsuki Mori, Shouma Kai, Fusako Urabe, Aoba Kawai
Cinematography by Yukiko Iioka

‘มิซากิ วาตาริ’ ความทรงจำที่ซ่อนอยู่หลังพวงมาลัยใน Drive My Car

บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์

เป็นเวลากว่าสองปีหลังจากสูญเสียภรรยาไปอย่างไม่ทันระวังตั้งตัว ยูสุเกะ (ฮิเดโตชิ นิชิจิมะ) ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในรถ Saab-900 Turbo สีแดงที่มีเพียงตัวเขานั่งกุมบังเหียนอยู่หลังพวงมาลัย ความเงียบภายในรถมักถูกคลอเคล้าด้วยเสียงภรรยาผู้ล่วงลับที่คอยสนทนาตอบโต้จากเทปบันทึกที่เธอทิ้งไว้ให้เขาราวกับเป็นของขวัญชิ้นสุดท้าย แต่ข้อน่าสังเกตคือการที่หนังวาดภาพยูสุเกะ ไม่ใช่ในฐานะสามีผู้กำลังตรอมตรมอมทุกข์อยู่กับความทรงจำในอดีต แต่เป็นในฐานะคนที่สำเร็จลุล่วงในการชำระความขุ่นหมองในวันวาน จนสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันได้อย่างไม่ทุกข์ร้อน โดยผิวเผิน มันดูจะเป็นผลพวงจากสองกลไกสำคัญซึ่งเขาหยิบยกมาใช้เพื่อป้องกันตนเอง หนึ่งคือพื้นที่อันคับแคบของรถ Saab ที่ปิดกั้นตัวเขาจากโลกภายนอก อีกหนึ่งคือเสียงของภรรยาจากเทปบันทึกที่เปิดโอกาสให้เขาได้ละทิ้งตัวตนเดิม (และความทรงจำหรืออะไรก็ตามที่ติดอยู่กับตัวตนนั้น) เพื่อ ‘กลายเป็น’ ตัวตนอื่น ซึ่งในที่นี้ก็คือ ‘คุณลุงวานยา’

ในแง่นั้น การมาของ มิซากิ วาตาริ (โทโกะ มิอุระ) ในฐานะคนขับรถจึงไม่เพียงสั่นคลอนความเงียบงันในห้องโดยสารและสถานะ ‘ผู้กุมบังเหียน’ ของยูสุเกะ แต่ทำลายสถานะซึ่งเปราะบางอย่างยิ่งยวดอยู่เดิม ฉากแรก ๆ ที่ปรากฏขึ้นหลังจากหนังแนะนำให้เราคนดูได้รู้จักกับมิซากิ วาตาริ ในฐานะคนขับรถที่เทศกาลละครเวทีมอบหมายให้มาช่วยเหลือยูสุเกะ คือภาพมุมสูงจากระยะไกลที่เผยให้เห็นรถ Saab สีแดงกำลังพุ่งทะยานด้วยความเร็วคงที่อยู่บนสะพานขนาดใหญ่ยักษ์ที่ทอดยาวผ่านแม่น้ำ สะพานนี้ นอกจากจะทำหน้าที่เชื่อมเกาะเล็กเกาะน้อยของเมืองฮิโรชิม่าเข้าด้วยกัน ยังแฝงความหมายของ ‘การเดินทาง’ หรืออีกนัยยะหนึ่งของการเดินทาง ก็คือ ‘การก้าวข้ามผ่าน’ และเมื่อกล่าวเช่นนั้น มิซากิ จึงเปรียบเปรยได้กับหญิงสาวที่จะมาช่วยโอบอุ้มยูสุเกะให้สามารถเติบโตผ่านพ้นความเจ็บปวดในอดีตได้เสียที

จุดร่วมในตัวมิซากิ ซึ่งสอดคล้องไปในทางเดียวกันทั้งเรื่องสั้นของฮารุกิ มุราคามิ และบทภาพยนตร์ของริวสุเกะ ฮามากุจิ คือการที่เธอถูกวาดภาพให้เป็นหญิงสาวผู้เปี่ยมไปด้วยความลึกลับอันเป็นปริศนา สีหน้าไร้อารมณ์ ท่าทีนิ่งเฉย น้ำเสียงอันราบเรียบ ตลอดจนแผลเป็นขนาดใหญ่บนใบหน้าของเธอห่อหุ้มเรื่องราวความทรงจำในอดีตที่ยังไม่ถูกชำระสะสาง ไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ไข ไม่สามารถลบเลือน ว่าไปแล้ว มิซากิก็เหมือนกับยูสุเกะ ในแง่ที่พวกเขาทั้งคู่ต่างโอบพันความเจ็บปวดในอดีตไว้อย่างแน่นหนาและมิดชิด ทว่าไม่ใช่ด้วยการเสแสร้งกลายเป็นอื่นอย่างที่ยูสุเกะถนัดช่ำชองในฐานะนักแสดง แต่มิซากิเรียนรู้ที่จะใช้ความเงียบงันเป็นเกราะป้องกันตัวเองจากความทุกข์ทรมานทั้งหลายทั้งมวล แต่ส่วนที่แยบยลคือการที่ฮามากุจิเลือกจะขุดคุ้ยไปยังเรื่องราวความหลังดังกล่าว และอย่างช้า ๆ สิ่งที่ถูกซุกไว้ใต้พรมอย่างมิดชิดจึงค่อย ๆ สำแดงตัวตนออกมา

ฉากหนึ่งที่งดงามคือตอนที่มิซากิพายูสุเกะไปยังโรงงานเผาขยะของเมืองฮิโรชิมา หนังกางเผยให้เห็นภาพที่ขยะปริมาณมหาศาลที่ถูกขุดคุ้นขึ้นมาเตรียมการสำหรับเผาทำลาย “สะพานนี้ทอดยาวไปจนถึงทะเล” เธอกล่าวเปรยขณะพาชายหนุ่มเดินเยี่ยมชมโรงงานขนาดใหญ่ มันเป็นฉากที่บ่งชี้ถึงร่องรอยการมีอยู่ของซากหักพังในอดีต เมื่อชายหนุ่มหญิงสาวเหม่อมองออกไปยังกองมูลขยะราวกับมันเป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่พวกเขาแอบซ่อนเอาไว้หลังใบหน้านิ่งเฉยของตัวเอง บางทีมิซากิก็อาจกำลังโหยหาหนทางที่จะเผาทำลายความรวดร้าวในอดีตของเธออยู่เหมือนกัน และโดยไม่รีบร้อน ความเงียบงันจึงค่อย ๆ ทำหน้าที่ของมันในการหลอมรวมความแปลกแยกและเป็นอื่นในพื้นที่อันคับแคบของรถ Saab แปรเปลี่ยนมันเป็นบทสนทนาที่ค่อย ๆ นำพวกเขาหวนกลับไปสู่อดีตอันขมขื่น เพื่อชำระสะสางมันให้เสร็จสิ้นเสียที

อาจกล่าวได้ว่าการที่ยูสุเกะอนุญาตให้มิซากิมาเป็นสารถีส่วนตัวของเขา แง่หนึ่งก็เปรียบได้กับการยื่นใบอนุญาตให้เธอเข้ามาบังคับควบคุมพื้นที่ปลอดภัยอันเป็นที่หวงแหนของเขา ในระยะแรก ระหว่างที่ยูสุเกะออกไปทำหน้าที่ฝึกซ้อมนักแสดง ซึ่งกว่าจะเสร็จสิ้นก็มักดึกดื่นไปแล้ว มิซากิจึงมักจะต้องนั่งคอยอยู่ลำพังท่ามกลางความเหน็บหนาว มีเพียงหนังสือเล่มเล็กและความอบอุ่นจากมวนบุหรี่ จนกระทั่งเมื่อความไว้เนื้อเชื่อใจก่อตัวแทนที่ความแปลกแยกระหว่างคนแปลกหน้าทั้งสอง ยูสุเกะจึงตัดสินใจอนุญาตให้เธอเข้าไปนั่งรอในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเขา ด้วยข้อแม้เดียว คือ “ห้ามสูบบุหรี่ภายในรถ” มันจึงนำมาสู่ฉากที่เขาและเธอยื่นบุหรี่ออกไปนอกตัวรถหลังจากเปิดเปลือยความในใจกันอย่างหมดเปลือก ซึ่งเป็นภาพที่งดงามไม่เพียงเพราะมันเป็นสุนทรียที่ถูกออกแบบมาอย่างวิจิตรบรรจง แต่เพราะมันมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม ในตอนที่ความสัมพันธ์ของคนแปลกหน้าทั้งสองกำลังสุกงอมได้ที่ ทำให้มันแฝงความหมายใหม่ของความโหยหาที่จะหลุดพ้นออกไปจากกรงกรรมที่กักขังพวกเขาอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่ได้มุ่งทำลายหรือรื้นถอนสิ่งพันธกานต์เหล่านี้ ทว่าเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันอย่างโอนอ่อนผ่อนปรน

ในทำนองเดียวกันกับที่ยูสุเกะโอบรับเธอเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของเขา มิซากิจึงยินยอมพายูสุเกะไปเยี่ยมชมอดีตของเธอที่ฮอกไกโด อันเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวความหลังของแม่ผู้ทิ้งบาดแผลในจิตใจจนปรากฏเด่นชัดอยู่บนใบหน้าของเธอ หนังไม่ได้อธิบายโดยชัด แต่คาดการณ์ได้ไม่ยากว่าเขาคือคนแรกและคนเดียวที่เธอยินยอมมอบสิทธิอันชอบธรรมในการก้าวล่วงเข้ามาในพื้นที่ต้องห้ามนี้ และที่นั่น มิซากินำมวนบุหรี่ที่เธอสูบปักลงไปบนซากปรักหักพังที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านและปัจจุบันกลายเป็นหลุมฝังศพของแม่เธอ ในแง่นั้น เศษซากนี้จึงเปรียบได้กับรถ Saab-900 turbo สีแดงของยูสุเกะ และบุหรี่นี้ก็คือบุหรี่มวนเดียวกับที่ปลดแอกเธอและเขาให้พ้นจากความระทมอมทุกข์ที่ตามหลอกหลอนมาเนิ่นนาน ณ วินาทีนั้น เขาและเธอต่างได้พบกับอิสรภาพทางจิตวิญญาณ


Drive My Car (2021) สำรวจซากหักพังของการแตกสลายและกลายเป็นอื่น ในวันที่เจ็บช้ำเกินกว่าจะเยียวยารักษา

มันเริ่มจากภาพชายหนุ่มหญิงสาวกำลังนอนเปลือยเปล่าอยู่บนเตียง เธอนั่งหันหลังให้กับแสงสลัวของอาทิตย์ยามเช้า ระหว่างบอกเล่าเรื่องราวที่ทั้งวิกลจริตและลึกลับอย่างน่าค้นหาให้เขาฟัง มันเกี่ยวกับเด็กหญิงมัธยมคนหนึ่งที่ตัดสินใจโดดเรียนเพื่อแอบเข้าไปยังบ้านของเพื่อนชายที่เธอตกหลุมรักอย่างหัวปักหัวปำ และเพื่อทิ้งหลักฐานว่าครั้งหนึ่งเธอเคยเข้าไปนั่งนอนเล่นอยู่ในห้องนอนของเขา เธอจึงหยิบสิ่งของของเขาติดไม้ติดมือกลับไป พร้อม ๆ กับทิ้งอะไรบางอย่างของเธอไว้เป็นการแลกเปลี่ยน

มันเป็นฉากที่บ่งชี้ถึงความลึกลับอย่างไม่ชอบมาพากล ซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะตัวของฮารุกิ มุราคามิ และแฟน ๆ หนังสือคงจดจำได้ทันทีว่ามันเป็นฉากที่ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้น “Scheherazade” (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ Men Without Women เช่นเดียวกับ Drive My Car และไร้ข้อโต้แย้งว่าเป็นเรื่องที่วิตถารทว่าน่าลุ่มหลงที่สุด) ซึ่งตรงกันข้ามกับต้นฉบับของมุราคามิ ที่เปิดเรื่องด้วยภาพของยูสุเกะซึ่งกำลังอยู่ในสภาวะที่ต้องการความช่วยเหลือ รถ Saab (ในหนังสือเป็นสีเหลือง) ของเขาชำรุดเสียหาย และกำลังต้องการใครสักคนมาช่วยขับรถระหว่างที่เขานั่งซ้อมบทละครเวทีอยู่ข้างหลัง อีกข้อแตกต่างคือในเรื่องของมุราคามิ เราผู้อ่านไม่ได้เห็นภาพภรรยาผู้ล่วงลับของยูสุเกะอย่างเด่นชัดมากนัก การยืดขยายเรื่องราวเพียง 40 หน้ากระดาษออกเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวสามชั่วโมงด้วยการจับต้นชนปลายหลายเรื่องสั้นเข้าด้วยกัน อาจสร้างความวิตกกังวลในหมู่แฟนคลับเดนตายของมุราคามิ แต่สัมผัสอันแผ่วเบา เชื่องช้า ทว่าแม่นยำของฮามากุจิไม่ได้ทำให้เรื่องราวที่กระชับรัดกุมอยู่เดิมรู้สึกราวกับถูกยืดยาวจนเยิ่นเย้อ แต่เปรียบได้กับการเชื้อเชิญให้เราคนดูเหยียบคันเร่งแต่เพียงแผ่วเบา เพื่อเหม่อมองออกไปยังทิวทัศน์ริมทางที่เราอาจไม่เคยมองเห็น

อย่างกรณีของยูสุเกะ (ฮิเดโตชิ นิชิจิมะ) เขาเป็นนักแสดงละครเวทีชื่อดังผู้มากความสามารถ รอบแสดงของเขามักแออัดไปด้วยคนดูเต็มจำนวนที่นั่ง พฤติกรรมประหลาดของเขาคือเขามักจะซักซ้อมท่องบทระหว่างขับรถ โดยมีเสียงของโอโตะ (เรกะ คิริชิมะ) ภรรยาของเขาซึ่งอัดเสียงใส่เทปแคสเซ็ตต์ไว้ เป็นคู่ซักซ้อม แรกเริ่ม กิจลักษณะนี้ให้ความรู้สึกราวกับเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์อะไรสักอย่างหนึ่งที่เขาต้องปฏิบัติซ้ำ ๆ จนถึงจุดที่มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินไปและหนังคลี่คลายปมให้เห็นความอีหลักอีเหลื่อทางความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เสียงที่เคยทำงานราวกับเป็นบทสวดภาวนาก็ดูจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นแส้ที่เฆี่ยนตียูสุเกะซ้ำ ๆ ราวกับว่าความเจ็บปวดนั้นเป็นสิ่งเดียวที่คอยย้ำเตือนว่าเขายังคงมีลมหายใจ จุดหักเหเกิดขึ้นในวันที่ยูสุเกะออกไปทำงานตามปกติ ทว่ากลับมายังห้องพักของเขาและภรรยาก่อนเวลาปกติ และได้พบกับภาพบาดตาบาดใจเมื่อภรรยาของเขากำลังร่วมรักกับชายแปลกหน้าอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น เรื่องน่าฉงนคือยูสุเกะไม่ได้ระเบิดความคุ้มคลั่งอย่างทันทีทันใด เขาหันหลังและเดินกลับออกไปจากห้องอย่างเงียบเฉย จนกระทั่งวันหนึ่ง ระหว่างที่เขากำลังออกไปทำงานตามปกติ โอโตะกล่าวกับเขาด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “กลับมาเย็นนี้ขอคุยด้วยหน่อย” ไร้ข้อสงสัยว่ายูสุเกะรู้แก่ใจเป็นอย่างดีว่ามันคือเรื่องอะไร แต่ส่วนที่เขาไม่รู้คือ เพราะอะไรเธอถึงทำเช่นนั้น? ทว่าเมื่อกลับมาถึงบ้าน เขากลับพบภรรยานอนสิ้นลมหายใจอยู่บนพื้น

ว่าไปแล้วมันก็ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทำนองเดียวกันใน Asako I & II ตอนที่บากุเกิดหายตัวไปอย่างลึกลับ ทิ้งให้อาสะโกะต้องประสบกับความเคว้งคว้างอย่างโดดเดี่ยว ทว่าคราวนี้ ใน Drive My Car สิ่งที่ยังคงหวนกลับมาหลอกหลอนไม่ใช่ร่างเสมือนของคนรักเก่า แต่เป็นเสียงบันทึกจากเทปที่ยังคงถูกเปิดซ้ำไปซ้ำมา และอย่างที่เกริ่นนำไว้ข้างต้น เสียงนั้นดูจะยิ่งย้ำเตือนถึงรอยแผลซึ่งยูสุเกะพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะปกปิดเก็บงำมันไว้อย่างมิดชิด มันถูกซ้ำเดิมด้วยบทสนทนาโต้ตอบ อย่าง “ผู้หญิงคนนั้นไม่สมควรที่จะได้รับการให้อภัยจากการนอกใจของเธอ” ซึ่งเป็นกลยุทธ์อันแยบยลของคนทำหนังที่เลือกหยิบองค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในนิยายต้นฉบับอย่างบทละครเวที ‘Uncle Vanya’ ของเชคอฟ มาสำรวจตีความใหม่จนสามารถซ้อนทับเป็นเนื้อเดียวกับเรื่องราวของตัวละคร ว่าไปแล้ว หากจะมีสักอย่างหนึ่งที่การซ้อนทับของ Drive My Car และ Uncle Vanya บ่งชี้ ก็คือการที่ยูสุเกะ ใช้ตัวละคร ‘คุณลุงวานยา’ เป็นเกราะกำบังตัวเขาจากความระทมขมขื่นทั้งหลายแหล่ พูดอีกอย่าง ตัวละคร ‘คุณลุงวานยา’ เปิดโอกาสให้ยูสุเกะได้กลายเป็นอื่น ได้หลบหนีจากความบอบช้ำซึ่งเป็นผลพวงทางความสัมพันธ์ของเขากับภรรยา

ในแง่นั้น รถ Saab สีแดงแง่หนึ่งก็ดูจะทำงานราวกับเป็นหลุมหลบภัยของยูสุเกะ ในทำนองเดียวกับตัวละครคุณลุงวานยา มันเป็นพื้นที่อันคับแคบซึ่งไม่เพียงตัดขาดเขาจากความอลหม่านของโลกภายนอก แต่เปิดโอกาสให้เขาได้ซักซ้อมกระบวนการของการกลายเป็นอื่น อาจกล่าวได้ว่าเหตุที่ยูสุเกะชอบใช้เวลาส่วนใหญ่เก็บตัวอยู่ในรถ นอกเหนือไปจากความจำเป็นของการเดินทาง ส่วนหนึ่งก็เพราะมันเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดช่องให้เขาได้อยู่เพียงลำพัง แต่ส่วนที่ฮามากุจิดูจะมุ่งสำรวจต่อไปอีก คือจะเกิดอะไรขึ้นหากพื้นที่ส่วนบุคคลนั้นถูกบุกรุกโดยผู้คนซึ่งเขาไม่สนิทคุ้นเคย นั่นคือตอนที่เรื่องราวดำเนินไปถึงเหตุการณ์ที่ยูสุเกะตอบรับคำเชิญของเทศกาลละครเวทีที่ชักชวนให้เขาไปกำกับการแสดง ‘Uncle Vanya’ โดยใช้นักแสดงนานาชาติ เรื่องน่าตะขิดตะขวงเกิดขึ้นเมื่อเขาจำต้องยินยอมตอบรับคำร้องขอของผู้จัดเทศกาลที่จะให้เขามีคนขับรถส่วนตัว “เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ” คิดดูอีกที การปรากฏตัวของมิซากิ (โทโกะ มิอุระ) ในฐานะคนขับรถ ก็เปรียบได้กับการกระเทาะเปลือกซึ่งชายผู้บอบช้ำจากความสูญเสียได้สร้างขึ้นมาห่อหุ้มตัวเขาเอง และเมื่อเปลือกนั้นถูกทำลายลงแล้ว มันจึงเปิดโอกาสให้เขายินยอมให้คนอื่น ๆ เข้ามาในป้วนเปี้ยนในเขตสงวนของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อเขาตัดสินใจแคสต์โคชิ ทาคัตสึกิ (มาซากิ โอคาดะ) ชายหนุ่มผู้มีสัมพันธ์กับภรรยาของเขาอย่างลับ ๆ มารับบทคุณลุงวานยา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของเขา

การตัดสินใจที่ดูหุนหันพลันแล่นและไม่มีที่มาที่ไปนี้พูดกันแบบให้เข้าใจง่ายก็เปรียบได้กับการบังคับหักคอให้โคชิต้องมาสวมบทบาทเป็นตัวเขาเอง ทว่าไม่ใช่ในร่างของยูสุเกะ แต่เป็นคุณลุงวานยา มองด้านหนึ่งมันคืออุบายสำหรับชำระแค้น ด้วยการให้ปล่อยให้ชายผู้คบชู้กับภรรยาของเขาได้เข้าไปสัมผัสความระทมขมขื่นที่คุณลุงวานยา(และเขา)ต้องประสบ ทว่าในขณะเดียวกัน การสลับทับซ้อนทางตัวตนและจิตวิญญาณเหล่านี้ค่อย ๆ เปิดโอกาสให้ชายหนุ่มทั้งสอง (ซึ่งในขณะนี้นอกจากจะมีความลุ่มหลงต่อผู้หญิงคนเดียวกัน ยังศิโรราบต่อตัวตนของคุณลุงวานยา ร่วมกัน) ได้เข้าใจและปรับความเข้าใจกัน ผ่านสำนวนภาษาของเชคอฟ ซึ่งยูสุเกะในฐานะผู้กำกับการแสดง เคี่ยวเข็ญให้นักแสดงของเขาท่องจำตัวบทโดยไม่เจือปนอารมณ์ของตัวเองลงไป “ความน่ากลัวของเชคอฟคือการที่บทของเขาดึงตัวตนที่แท้จริงของคุณออกมา” เขากล่าวกับโคชิในช่วงหนึ่ง ในแง่นั้น การจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเชคอฟอย่างสมบูรณ์นักแสดงจึงต้องยอมจำนนต่อตัวบทให้จงได้

แต่จนแล้วจนรอด คำถามที่เกิดขึ้นจนได้ คือ สุดท้ายแล้วกระบวนการหลบหลีกความเจ็บปวดเหล่านี้มันได้แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนจริงหรือ เหตุการณ์ที่ดูจงใจจนน่าผิดสังเกตคือตอนที่ยูสุเกะสวมบทเป็นคุณลุงวานยา ซึ่งหนังเผยให้เห็นอย่างจะแจ้งว่าเขาเองก็ยังไม่วายที่จะถูกความบอบช้ำครั้งเก่าลอบเข้ามาทำร้ายจนเกือบเสียความควบคุมตนเองอยู่ดี ข้อที่นับได้ว่าชาญฉลาด คือการที่ฮามากุจิไม่มักง่ายหาทางลัดให้แก่ปัญหาของตัวละครของเขา แต่ยืนยันว่าหนทางเดียวที่จะเยียวยารักษาบาดแผลของความเจ็บปวดได้คือการกลับไปเผชิญหน้าและอยู่ร่วมกับมัน หาใช่การกักเก็บตัวเองอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยหรือแม้แต่การเสแสร้งกลายเป็นอื่น Drive My Car อาจดำเนินเดินเรื่องอย่างเชื่องช้าและยาวนาน แต่กระบวนการเยียวยารักษาของมนุษย์เราก็เป็นเช่นนั้น มิใช่หรือ

Grade: A

Directed by Ryusuke Hamaguchi
Screenplay by Ryusuke Hamaguchi, Takamasa Oe
Produced by Tsuyoshi Gorô, Misaki Kawamura, Osamu Kubota, Sachio Matsushita, Yoshito Nakabe, Keiji Okumura, Jin Suzuki, Akihisa Yamamoto
Starring Hidetoshi Nishijima, Misaki Watari, Kōji Takatsuki
Cinematography by Hidetoshi Shinomiya
Edited by Azusa Yamazaki
Music by Eiko Ishibashi

Asako I & II (2018) ยามตื่นหรือหลับฝัน ใจฉันมีเพียงเธอทั้งสอง

ในมุมมองหนึ่ง Asako I & II คงเปรียบได้กับหนังสยองขวัญ เพียงแต่ความสยดสยองในที่นี้ไม่ใช่เรื่องราวของภูตผี วิญญาณร้าย หรือแม้แต่ความตาย แต่เป็นรักครั้งเก่าที่ยังคงตามหลอกหลอน ยังคงติดอยู่ในภาพฝันและความทรงจำ เป็นรักที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร เธอก็ไม่อาจลืม

มันเป็นรักแรกพบระหว่างอาสะโกะ (เอริกะ คาระตะ) กับบากุ (มาสะฮิโระ ฮิงาชิเดะ) ทั้งสองพบกันอย่างฉาบฉวยและผิวเผิน ทว่าความลุ่มหลงที่ก่อตัวขึ้นอย่างฉับพลันทำงานราวกับเป็นแม่เหล็กดึงดูดทั้งคู่เข้าหากัน หลังจากคบหาดูใจกันได้ไม่นาน อาสะโกะตัดสินใจไปค้างคืนที่บ้านของบากุ ทว่าเมื่อตื่นขึ้น เขากลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย มีเพียงคำอธิบายจากเพื่อนหนุ่มของบากุว่าเขามักจะหายตัวไปอย่างลึกลับเช่นนี้อยู่บ่อย ๆ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เกิดตามหลังการล้มป่วยของพ่อของเขา เมื่อบากุปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขาให้คำมั่นสัญญากับอาสะโกะว่าเขาจะกลับมาหาเธอเสมอ ทว่าจนแล้วจนรอด เขาก็หายตัวไปอีกครั้งโดยไม่มีทีท่าว่าจะย้อนกลับมา รู้ตัวอีกทีเวลาก็ล่วงเลย เพื่อนวัยเด็กต่างแยกย้ายไปมีชีวิตของตนเอง อาสะโกะโยกย้ายสัมโนครัวจากโอซากาไปทำงานเป็นพนักงานร้านกาแฟอยู่ในโตเกียว ที่ซึ่งวันดีคืนร้าย โชคชะตานำพาให้เธอมาพบกับ เรียวเฮ (มาสะฮิโระ ฮิงาชิเดะ) ชายหนุ่มที่หน้าตาเหมือนกับบากุ ราวกับเป็นคน ๆ เดียวกัน

ตัวละครที่ใช้ชีวิตอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์และเปี่ยมไปด้วยความลึกลับน่าค้นหาอย่าง บากุ ว่าไปแล้วก็เป็นภาพแทนของความรักวัยเยาว์อันฉาบฉวย ทว่าพุ่งพล่านไปด้วยแรงปราถนาที่ไม่ว่าคำตักเตือนจากเพื่อนคนสนิทหรือจิตสำนึกการรับรู้ผิดชอบชั่วดีก็มิอาจขัดฝืน มันเป็นสัญลักษณ์ของรักครั้งแรกที่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นและจบลงอย่างหุนหันพลันแล่นเพียงใด ก็ยากที่จะลบเลือนออกไปจากความทรงจำ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เรียวเฮ ชายหนุ่มผู้สุขุมรอบคอบ ขยันขันแข็งและรู้จักเอาใจใส่ เปรียบได้กับภาพแทนของความรักของคนวัยทำงานที่อาจจะไม่ได้ขับเร้าด้วยความเร่าร้อน แต่แทนที่ด้วยความอบอุ่น มั่นคง และปลอดภัย เมื่อกล่าวเช่นนั้นแล้ว Asako I & II ก็ดูจะตั้งคำถามกับเราคนดูว่ามันเป็นไปได้จริงหรือ ที่จะรื้อถอนทำลายตัวตนและผู้คนในอดีต เพื่อก้าวข้ามผ่านไปยังอนาคตที่มองเห็นได้ชัดและจับต้องได้

อีกด้านหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า Asako I & II คือเรื่องราวของตัวตน และความกลัวที่จะสูญเสียตัวตนนั้นไป ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่หนังอ้างอิงชื่อของอาสะโกะเป็นชื่อเรื่อง ทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงซึ่งปรากฏให้เห็นอยู่โทนโท่ คือ บากุ หรือ เรียวเฮ ต่างหากที่เป็นเงาสะท้อนซึ่งกันและกัน หาใช่อาสะโกะ แต่ส่วนที่หนังดูจะตั้งคำถาม คือ ความสามารถที่จะหลงลืมหรือก้าวข้ามผ่าน ตัวตน ความรู้สึก ความทรงจำในอดีตของตนเองของอาสะโกะต่างหาก กล่าวให้ชัดค่อยชัดคำ ถึงแม้ในเชิงกายภาพเราคนดูจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของอาสะโกะในฐานะตัวละครหนึ่งเดียว แต่เมื่อพินิจพิเคราะห์อย่างถี่ล้วน หนังแนะนำให้เรารู้จักกับอาสะโกะคนที่หนึ่ง ซึ่งตกหลุมรักอย่างหัวปักหัวปำกับบากุ และอาสะโกะคนที่สอง ซึ่งกำลังพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรักษาไว้ซึ่งความรักอันสวยงามของเรียวเฮ มันจึงเปรียบได้กับการฉายภาพความระส่ำระสายทางจิตวิญญาณ เมื่ออาสะโกะไม่อาจก้าวพ้นอดีตของตัวเอง และเมื่อทั้งสองตัวตนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ในร่างเดียว อาสะโกะคนใดคนหนึ่งจึงจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องถูกทำให้สลายหายไป

มันนำมาสู่ฉากสุดสะพรึงที่สลักสำคัญอย่างยิ่งยวดในตอนที่อาสะโกะไปยืนหมิ่นเหม่อยู่บนริมขอบเหว เหม่อมองออกไปยังท้องทะเลที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เสียงคลื่นที่กระทบฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่าถูกใช้โหมกระหน่ำโสตประสาทการรับรู้ของคนดู พร้อม ๆ กับสายตาของอาสะโกะที่จ้องเหม็งตรงอกมาจากจอภาพ มันเป็นฉากสั้น ๆ ที่ไม่เพียงน่าขนลุกขนพองเพราะมันแสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาอันเปลือยเปล่าของหญิงสาวที่เพิ่งสูญเสียสิ่งที่เธอรักหวงแหนมาก ๆ ในชีวิตไป แต่สำเร็จเด็ดขาดในการส่งสารนั้นทอดตรงจากจิตวิญญาณอันเปราะบางของอาสะโกะมายังคนดู บางที นั่นอาจจะเป็นช่วงเวลาที่อาสะโกะคนใดคนหนึ่งกระโดดลงหน้าผาไปแล้วในตอนนั้น ถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงหนังชั้นครูอย่าง L’Avventura ของมิเกลันโจเล แอนโตนิโอนี ซึ่งมีจุดร่วมกันคือการอันตรธานหายไปของตัวละครซึ่งทำทีท่าว่าจะเป็นจุดสนใจสำคัญของหนัง และเป็นการหายไปนั้นเองที่เปิดโอกาสให้คนดูได้เข้าไปสำรวจความเป็นไปได้อีกร้อยแปดพันเก้าซึ่งซุกซ่อนอยู่ในความซ้ำซากจำเจของหนังฌอง (Genre)

อีกข้อที่น่าสังเกตคือความลุ่มหลงของริวสุเกะ ฮามากุจิ ต่อมนต์สเน่ห์ของการแสดง (อย่างที่เคยเห็นใน Happy Hour และคาดว่าจะได้เห็นอีกครั้งใน Drive My Car) ซึ่งในแง่หนึ่งก็แฝงความหมายของการที่คน ๆ หนึ่งสามารถสวมทับบทบาท ตัวตน กระทั่งความคิดความอ่านของคนอื่น สภาวะของการเสแสร้งกลายเป็นอื่นนี้ถูกเล่าผ่านเรื่องราวขนาดย่อมของมายะ (ริโอะ ยามาชิตะ) เพื่อนสาวของอาสะโกะ อย่างช่วงหนึ่งที่เธอถูกเพื่อนหนุ่มของเรียวเฮติเตียนอย่างไม่ไว้หน้าว่าการแสดงของเธอนั้นไม่ได้เรื่องได้ราว อาสะโกะจึงโผปกป้องเพื่อนสาวด้วยการยืนยันว่าการแสดงอันแสนธรรมดานั้นเพียงพอแล้วที่จะทำให้เธอประทับใจ โมเมนต์กระอักกระอ่วนเช่นนี้ในแง่หนึ่งก็สะท้อนความจริงที่ว่า อาสะโกะดูจะโอบรับความลื่นไหลของตัวตน แต่จนแล้วจนรอด มันก็หวนกลับมาตั้งคำถามกับเธอจนได้ว่าสุดแน่แท้จริงแล้ว เธอสามารถยอมรับความเหมือนแต่เพียงเปลือกนอกโดยที่เนื้อในนั้นแตกต่างกันสุดขั้วได้จริงหรือ เมื่อถึงจุดหนึ่งเธอพบว่าตัวเองกำลังติดหล่มอยู่ในหลุมดำของความสัมพันธ์ที่ด้านหนึ่งคือแรงดึงดูดจากรักแรกซึ่งยังคงฝังใจ และอีกด้านหนึ่งคือแรงโน้มถ่วงจากคนที่รักเธอสุดหัวใจอย่างไม่มีข้อแม้

ไม่ว่ามันจะจบลงอย่างไร ส่วนที่พูดได้ว่ายอดเยี่ยมและเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สตอรี่อันแปลกประหลาดเหล่านี้ทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว คือการที่คนทำหนังสามารถผสมกลมเกลียวความมหัศจรรย์พันธุ์ลึกต่าง ๆ เข้ากับเหตุการณ์ที่วางตั้งอยู่บนความธรรมดาสามัญ อย่างการหยิบจับเอาองค์ประกอบของหนังด็อพเพิลเกงเกอร์มาผนวกรวบรวมเข้ากับเรื่องราวความสัมพันธ์และการหวนทบทวนอดีต กล่าวอย่างถึงที่สุด ใน Asako I & II ริวสุเกะ ฮามากุจิชวนให้คนดูเข้าไปสำรวจเรื่องราวของการก้าวข้ามผ่านอดีต ความทรงจำ ตัวตน ที่ยังคงตามหลอกหลอนราวกับวิญญาณอาฆาตแค้น สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่หลังจากหนังจบลง คือบทเรียนของการเยียวยารักษา เมื่อรักครั้งเก่ายังคงทิ้งบาดแผลให้เห็นเด่นชัด หนทางเดียวที่จะสมานบาดแผลนั้นให้เชื่อมติดกันสนิทแนบชิด คงเป็นการกล้าที่จะกลับไปเผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง และมันต้องเริ่มจากการแกะเปิดผ้าก๊อซที่พันแผลนั้นไว้อย่างแน่นหนาออกเสียก่อน

Grade: A

Directed by Ryūsuke Hamaguchi
Written by Ryūsuke Hamaguchi, Sachiko Tanaka
Starring Masahiro Higashide, Erika Karata
Cinematography by Yasuyuki Sasaki
Edited by Azusa Yamazaki
Music by Tofubeats